ทำอย่างไรเมื่อมือถือร้อน

ทำอย่างไรเมื่อมือถือร้อน

          ทำอย่างไรเมื่อมือถือร้อน สำหรับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือหลายๆคนอาจจะเคยพบเจอกับปัญหาที่ว่า ใช้งานมือถืออยู่ดีๆ จู่ๆเครื่องก็ร้อน ปัญหานี้อาจสร้างความตกใจว่ามือถือของเราจะระเบิดหรือไม่ และความร้อนมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ดังนั้นในวันนี้ก็จะทำให้ทุกคนคลายสงสัยเรื่องที่มือถือร้อนเร็ว

     1.ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ทำให้มือถือร้อนก็คือ ตัวของคุณนั้นเอง นั้นก็เพราะว่าการใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปทำให้เครื่องของคุณร้อนได้ 

     2 . เกิดจากตัวคุณเองอีกเช่นเดิม เนื่องจากคุณเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ดูYoutube  ดูละคร เมื่อคุณทำสิ่งเหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป มันจะส่งผลให้หน่วยการประมวลหรือหน่วยกราฟฟิกทำงานหนักเลยทำให้เกิดปัญหาเครื่องร้อนนั้นเอง. 

  1. การเปิดใช้งาน application ค้างไว้โดยที่ไม่ต้อง log out ออก applicationเหล่านั้นก็ยังคงทำงานค้างอยู่ ทำให้โทรศัพท์มือถือของคุณร้อนได้ เช่น การเปิดใช้งาน wifi หรือ บลูทูธ
  2. หากคุณชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือแล้วยังคุยโทรศัพท์ไปด้วยหรือเล่นเกมไปด้วย สิ่งนี้ก็จะทำให้เครื่องร้อนได้เหมือนกัน

          ถ้าเกิดคุณรู้สึกว่าโทรศัพท์ของคุณร้อนแบบผิดปกติ ซึ้งเกิดมาจากสาเหตุอื่นๆ   เช่น เครื่องร้อนอาจจะเพราะแบตเตอรี่บวม ถ้าแบตเตอรี่บวมละก็เสี่ยงต่อการระเบิด  หรืออาจจะเป็นเพราะการชาร์จแบตเตอรี่นานเกินไป อาจจะทำให้เครื่องระเบิดได้เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้มือถือร้อนจนเสี่ยงต่อการระเบิด ก็ควรจะทำตามดังนี้ 

  1. ควรจะเลือกสายชาร์จที่มีคุณภาพ เป็นของแท้ 
  2. คุณควรจะตรวจแบตเตอรี่ ว่าแบตเตอรี่ของคุณยังคงอยู่ในสภาพดีหรือไม่ มีอาการบวมหรือไม่ 

3.คุณไม่ควรที่จะเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานติดต่อกัน

ถ้าคุณทำสิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เครื่องร้อน ไม่เสี่ยงต่อการระเบิดแล้ว ยังถือว่าเป็นการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ของคุณอีกด้วย 

 การแก้ไขปัญหามือถือร้อนนั้นสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตนเองโดยมีวิธีการดังนี้

  1. การปิดการทำงานของแอพพลิเคชั่นบางตัวที่ยังไม่จำเป็นต้องเปิดการใช้งานตลอดเวลา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้มือถือเราทำงานน้อยลงเป็นการเคลียร์แรมของเครื่อง 
  2. ควรมีการลบแอพพลิเคชั้นที่เราไม่ได้ใช้งานแล้วออก 
  3. หากเครื่องร้อน ลองปิดเปิดเครื่องดูเพราะอาจมีแอพพลิเคชั่นบางตัวที่ยังทำงานค้างอยู่ 
  4. อาจมีสาเหตุมาจากเคสโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถระบายความร้อนได้
  5. สถานที่ที่เราใช้มือถืออาจมีอากาศร้อนเกินไป ควรเปลี่ยนไปเล่นมือถือในที่ร่มลองทำการล้างเครื่องดู
  6. ลองเปิดโหมดการทำงานของเครื่องบินสักพัก เพราะถ้าเครื่องไม่ได้มีการใช้งานเครื่องก็จะหายร้อน
  7. หรือปิดเครื่องไม่ต้องใช้งานสักพัก เครื่องของคุณก็จะหายร้อน

วิธีการเหล่านี้เป็นการดูแลเบื้องต้น ถ้ายังพบปัญหาไม่หาย หรือไม่ดีขึ้นลองนำเครื่องไปให้ทางศูนย์บริการตรวจสอบอีกครั้งค่ะ

การทำความเข้าใจการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์บนคอมพิวเตอร์

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ ก่อนทำการแบ็คอัพข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ คุณจำเป็นต้องทราบว่าข้อมูลสำคัญที่ถูกเก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์มีอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้คุณโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ได้อย่างถูกต้อง ประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูล และสามารถเลือกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ ซึ่งการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ก็จะมีรายละเอียดดังนี้

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นเป็นไฟล์อิมเมจ (Partition to Image) 

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นเป็นไฟล์อิมเมจ คือการแยกสำเนาพาร์ทิชั่นแต่ละพาร์ทิชั่นบนฮาร์ดดิสก์ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทิชั่นที่เกี่ยวข้องกับระบบ และพาร์ทิชั่นที่เก็บเฉพาะไฟล์ข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยพาร์ทิชั่น System Reserved, C และ D ให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์อิมเมจ ซึ่งช่วยประหยัดเวลา และยังช่วยให้เหลือข้อมูล หรือโปรแกรมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ทั้งลูกเป็นไฟล์อิมเมจ (HDD to Image)

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ทั้งลูกเป็นไฟล์อิมเมจ คือ การสำเนาพาร์ทิชั่นทั้งหมดบนฮาร์ดดิสก์ในเวลาเดียวกันให้อยู่ในรูปของไฟล์อิมเมจ เพราะในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหายทั้งลูก คุณก็สามารถกู้คืนข้อมูลจากไฟล์อิมเมจไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ได้ทันที ช่วยประหยัดเวลาในการเซ็ตระบบขึ้นมาใหม่ด้วย

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นไปยังพาร์ทิชั่น (Partition to Partition)

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นไปยังพาร์ทิชั่น คือ การเลือกสำเนาบางพาร์ทิชั่นที่ต้องการจากฮาร์ดดิสก์ลูกหนึ่งไปยังพาร์ทิชั่นของฮาร์ดดิสก์อีกลูกหนึ่ง โดยคุณสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่ถูกโคลนนิ่งขึ้นมาใหม่ ไปใช้งานได้เลยทันที ซึ่งช่วยประหยัดเวลา และยังช่วยให้เหลือข้อมูล หรือโปรแกรมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ (HDD to HDD)

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ คือ การสำเนาพาร์ทิชั่นทั้งหมดบนฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ ในกรณีที่คุณต้องการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ หรือต้องการทำเป็นฮาร์ดดิสก์สำรอง (Spare part) เมื่อฮาร์ดดิสก์ลูกเก่ามีปัญหา หรือเสียหาย คุณก็สามารถนำฮาร์ดดิสก์สำรองมาเปลี่ยนแทนฮาร์ดดิสก์ลูกเก่า และใช้งานได้ทันที ซึ่งไม่ทำให้เสียเวลาในการเซ็ตอัพระบบขึ้นมาใหม่

เครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ และภัยคุกคามอื่นๆ

เครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์

เครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

เครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ และภัยคุกคามอื่นๆ
ปัญหาที่พบบ่อยมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ช้าลงทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือวินโดวส์พัง ก็คือ วินโดวส์ติดมัลแวร์ ไวรัสและภัยคุกคามอื่นๆ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้คือภัยคุกคามที่น่ากลัวและเป็นวายร้ายที่ทำให้ระบบโดยรวมของคอมพิวเตอร์ด้วยประสิทธิภาพลง นอกจากจะส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมแล้วข้อมูลที่สำคัญอาจสูญหายได้ เพราะฉะนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ

รวมทั้งต้องปรับพฤติกรรมของผู้ใช้ที่เสี่ยงต่อการทำให้คอมพิวเตอร์ติดเชื้อภัยคุกคามเหล่านี้ เช่น ไม่เปิดเว็บที่ไม่ปลอดภัย, ลบเมล์ของคนที่ไม่รู้จัก,ไม่ติดตั้งโปรแกรมจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ และอื่นๆ เป็นต้น

เมื่อไรที่คอมพิวเตอร์ของคุณมีปัญหาติดมัลแวร์ ไวรัส และภัยคุกคามอื่นๆผลกระทบที่จะตามมาก็คือการที่คอมพิวเตอร์ของคุณจะทำงานช้าลงไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวินโดวส์พัง หรือไฟล์งานสูญหาย

ดังนั้นควรทำตามคำแนะนำข้างต้นเพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ติดเชื้อไวรัสแต่ในกรณีคอมพิวเตอร์ติดเชื้อไวรัสแล้ว

การแก้ปัญหาหรือกำจัดไวรัสวายร้ายออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณก็สามารถทำได้ด้วยวิธีใช้งานโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ถูกติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์ ทำการสแกนหรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัสได้ทันที

สำหรับการสแกน หรือตรวจเช็กและกำจัดไวรัสออกจากคอมพิวเตอร์ ควรปฏิบัติดังนี้

1. ไม่ควรสแกน หรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัสบนคอมพิวเตอร์ในโหมดปกติ(Normal Mode) เพราะมันมักจะไม่ค่อยได้ผล หรือไม่สามารถกำจัดไวรัสทิ้งได้เนื่องจากไวรัสจะรันตัวเองในสภาวะลอดตัว หรือแบ็คกราวด์ (Background)เพื่อไม่ให้โปรแกรมป้องกันไวรัสที่มีความสามารถมากพอตรวจพบได้นอกจากโปรแกรมป้องกันไวรัสจะไม่สามารถกำจัดไวรัสได้แล้ว

แต่มันอาจจะโดนไวรัสบางตัวปิดเซอร์วิส (Disabled Antivirus Service)ไม่ให้ทำงานอีกด้วย

2 คุณควรสแกน หรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัสบนคอมพิวเตอร์ในโหมด SafeMode เมื่อเข้าสู่โหมด Safe Mode เรียบร้อยแล้ว ให้คุณเปิด My Computer ขึ้นมาจากนั้นคลิกขวาบนไดรฟ์ที่ต้องการทีละไดรฟ์ และคลิกเลือก Scan for Virusเพื่อทำการสแกน หรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัส เนื่องจากการสแกน หรือตรวจเช็กและกำจัดไวรัสในโหมด Safe Mode นี้ วินโดวส์จะเลือกใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด
โดยมีบางโปรแกรมเท่านั้นที่สามารถรันตัวเองในโหมดนี้ได้ ดังนั้นไวรัสก็จะไม่สามารถรันตัวเองได้และนั่นเป็นก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการกำจัดไวรัสตัวนั้นทิ้งไป