การทำความเข้าใจการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์บนคอมพิวเตอร์

ก่อนทำการแบ็คอัพข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ คุณจำเป็นต้องทราบว่าข้อมูลสำคัญที่ถูกเก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์มีอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้คุณโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ได้อย่างถูกต้อง ประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูล และสามารถเลือกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ซึ่งการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ก็จะมีรายละเอียดดังนี้

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นเป็นไฟล์อิมเมจ (Partition to Image) 

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นเป็นไฟล์อิมเมจ คือการแยกสำเนาพาร์ทิชั่นแต่ละพาร์ทิชั่นบนฮาร์ดดิสก์ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทิชั่นที่เกี่ยวข้องกับระบบ และพาร์ทิชั่นที่เก็บเฉพาะไฟล์ข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยพาร์ทิชั่น System Reserved, C และ D ให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์อิมเมจ ซึ่งช่วยประหยัดเวลา และยังช่วยให้เหลือข้อมูล หรือโปรแกรมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ทั้งลูกเป็นไฟล์อิมเมจ (HDD to Image)

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ทั้งลูกเป็นไฟล์อิมเมจ คือ การสำเนาพาร์ทิชั่นทั้งหมดบนฮาร์ดดิสก์ในเวลาเดียวกันให้อยู่ในรูปของไฟล์อิมเมจ เพราะในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหายทั้งลูก คุณก็สามารถกู้คืนข้อมูลจากไฟล์อิมเมจไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ได้ทันที ช่วยประหยัดเวลาในการเซ็ตระบบขึ้นมาใหม่ด้วย

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นไปยังพาร์ทิชั่น (Partition to Partition)

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์แบบพาร์ทิชั่นไปยังพาร์ทิชั่น คือ การเลือกสำเนาบางพาร์ทิชั่นที่ต้องการจากฮาร์ดดิสก์ลูกหนึ่งไปยังพาร์ทิชั่นของฮาร์ดดิสก์อีกลูกหนึ่ง โดยคุณสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่ถูกโคลนนิ่งขึ้นมาใหม่ ไปใช้งานได้เลยทันที ซึ่งช่วยประหยัดเวลา และยังช่วยให้เหลือข้อมูล หรือโปรแกรมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

  1. การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ (HDD to HDD)

การโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ คือ การสำเนาพาร์ทิชั่นทั้งหมดบนฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ ในกรณีที่คุณต้องการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ หรือต้องการทำเป็นฮาร์ดดิสก์สำรอง (Spare part) เมื่อฮาร์ดดิสก์ลูกเก่ามีปัญหา หรือเสียหาย คุณก็สามารถนำฮาร์ดดิสก์สำรองมาเปลี่ยนแทนฮาร์ดดิสก์ลูกเก่า และใช้งานได้ทันที ซึ่งไม่ทำให้เสียเวลาในการเซ็ตอัพระบบขึ้นมาใหม่

เครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ และภัยคุกคามอื่นๆ

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

เครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ และภัยคุกคามอื่นๆ
ปัญหาที่พบบ่อยมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ช้าลงทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือวินโดวส์พัง ก็คือ วินโดวส์ติดมัลแวร์ ไวรัสและภัยคุกคามอื่นๆ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้คือภัยคุกคามที่น่ากลัวและเป็นวายร้ายที่ทำให้ระบบโดยรวมของคอมพิวเตอร์ด้วยประสิทธิภาพลง นอกจากจะส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมแล้วข้อมูลที่สำคัญอาจสูญหายได้ เพราะฉะนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ

รวมทั้งต้องปรับพฤติกรรมของผู้ใช้ที่เสี่ยงต่อการทำให้คอมพิวเตอร์ติดเชื้อภัยคุกคามเหล่านี้ เช่น ไม่เปิดเว็บที่ไม่ปลอดภัย, ลบเมล์ของคนที่ไม่รู้จัก,ไม่ติดตั้งโปรแกรมจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ และอื่นๆ เป็นต้น

เมื่อไรที่คอมพิวเตอร์ของคุณมีปัญหาติดมัลแวร์ ไวรัส และภัยคุกคามอื่นๆผลกระทบที่จะตามมาก็คือการที่คอมพิวเตอร์ของคุณจะทำงานช้าลงไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวินโดวส์พัง หรือไฟล์งานสูญหาย

ดังนั้นควรทำตามคำแนะนำข้างต้นเพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ติดเชื้อไวรัสแต่ในกรณีคอมพิวเตอร์ติดเชื้อไวรัสแล้ว

การแก้ปัญหาหรือกำจัดไวรัสวายร้ายออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณก็สามารถทำได้ด้วยวิธีใช้งานโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ถูกติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์ ทำการสแกนหรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัสได้ทันที

สำหรับการสแกน หรือตรวจเช็กและกำจัดไวรัสออกจากคอมพิวเตอร์ ควรปฏิบัติดังนี้

1. ไม่ควรสแกน หรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัสบนคอมพิวเตอร์ในโหมดปกติ(Normal Mode) เพราะมันมักจะไม่ค่อยได้ผล หรือไม่สามารถกำจัดไวรัสทิ้งได้เนื่องจากไวรัสจะรันตัวเองในสภาวะลอดตัว หรือแบ็คกราวด์ (Background)เพื่อไม่ให้โปรแกรมป้องกันไวรัสที่มีความสามารถมากพอตรวจพบได้นอกจากโปรแกรมป้องกันไวรัสจะไม่สามารถกำจัดไวรัสได้แล้ว

แต่มันอาจจะโดนไวรัสบางตัวปิดเซอร์วิส (Disabled Antivirus Service)ไม่ให้ทำงานอีกด้วย

2 คุณควรสแกน หรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัสบนคอมพิวเตอร์ในโหมด SafeMode เมื่อเข้าสู่โหมด Safe Mode เรียบร้อยแล้ว ให้คุณเปิด My Computer ขึ้นมาจากนั้นคลิกขวาบนไดรฟ์ที่ต้องการทีละไดรฟ์ และคลิกเลือก Scan for Virusเพื่อทำการสแกน หรือตรวจเช็ก และกำจัดไวรัส เนื่องจากการสแกน หรือตรวจเช็กและกำจัดไวรัสในโหมด Safe Mode นี้ วินโดวส์จะเลือกใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด
โดยมีบางโปรแกรมเท่านั้นที่สามารถรันตัวเองในโหมดนี้ได้ ดังนั้นไวรัสก็จะไม่สามารถรันตัวเองได้และนั่นเป็นก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการกำจัดไวรัสตัวนั้นทิ้งไป